Home » Health News » เรื่องที่ควรรู้…หกล้มในผู้สูงวัย

เรื่องที่ควรรู้…หกล้มในผู้สูงวัย

ผู้สูงวัยมักมาพร้อมกับโรคภัยไข้เจ็บมากมาย ทั้งโรคที่เกิดจากกรรมพันธุ์ พฤติกรรมการกิน รวมถึงโรคที่เกิดจากพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต และการเกิดอุบัติเหตุด้วยเช่นกัน ซึ่ง พญ.ลัดดา ดำริการเลิศ เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส) ได้กล่าวถึงการหกล้มในผู้สูงวัยไว้ในงาน “ประชารัฐร่วมใจ สู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ”

ว่า การหกล้มเป็นสาเหตุปัญหาสำคัญสำหรับผู้สูงอายุ ที่นำไปสู่ภาวะทุพพลภาพหรือบาดเจ็บ จนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ดังนั้นเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหกล้ม ควรจัดสภาพแวดล้อมทั้งในบ้านและนอกบ้านให้รองรับต่อการมีกิจกรรมทางกาย เพราะจะทำให้ผู้สูง อายุได้ออกกำลังกายไปพร้อมๆ กับการดำเนินชีวิตโดยไม่รู้ตัว แม้ว่าร้อยละ 20-30 จากการหกล้มจะทำให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรง เช่น กระดูกหัก เกิดการบาดเจ็บที่ศีรษะหรือสมองก็ตาม แต่เราก็ไม่ควรชะล่าใจ เพราะการหกล้มในผู้สูงวัยยังเป็นสาเหตุหลักของอาการกระดูกหักโดยเฉพาะกระดูกบริเวณสะโพก ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ และลดความเสี่ยงต่อการเกิดผลกระทบภาวะบกพร่องทางการทรงตัวและการเคลื่อนไหว ทีมเว็บไซต์ สสส. จึงรวบรวมข้อมูลไว้ดังนี้ค่ะ
ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการหกล้ม แบ่งออกเป็น 1) ปัจจัยภายใน เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย ผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยง เช่น ผู้ที่ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง พาร์กินสัน ไขสันหลัง สมองเสื่อม ข้ออักเสบ ผู้มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง ผู้มีความบกพร่องทางการมองเห็น ผู้มีภาวะบกพร่องด้านการกลั้นปัสสาวะ (ทำให้ต้องรีบเข้าห้องน้ำ) ผู้ที่ได้รับยาหลายชนิดพร้อมกัน เป็นต้น และ 2) ปัจจัยภายนอก เกิดจากสิ่งแวดล้อม เช่น พื้นทางเดินเปียก-ลื่น ทางเท้าขรุขระ การจัดบ้านไม่มีราวจับในห้องน้ำ พื้นต่างระดับ แสงสว่างไม่เพียงพอ รวมถึงชุดแต่งกายที่อาจหลวม-รุ่มร่าม หรือรองเท้าลื่น หลวม เลนส์แว่นตาไม่พอดีกับสายตา เป็นต้น
การพัฒนาความสามารถในการทรงตัว
ผู้สูงอายุควรออกกำลังกายเพื่อเพิ่มทักษะการทรงตัวและป้องกันการล้ม แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
1) ผู้สูงวัยที่นอนติดเตียงและไม่สามารถเดินได้ด้วยตนเอง ควรเริ่มออกกำลังกายในจำนวนน้อยๆ แล้วเพิ่มจำนวนขึ้นในวันถัดไป โดยเลือกใช้ท่าที่ช้าๆ ไม่กลั้นหายใจ หากมีอาการเหนื่อยหรือเวียนศีรษะให้หยุดพัก เช่น ท่านอนราบเหยียดเข่าทีละข้าง ท่านอนราบยกก้นให้ลำตัวและสะโพกอยู่ในแนวเดียวกัน ท่านอนหงายและกางขาออก 45 องศา ท่านอนตะแคงและยกขาขึ้นในท่าตะแคง 45 องศา เป็นต้น
2) ผู้สูงวัยที่สามารถยืนและเดินได้ด้วยตนเอง ควรมีผู้ดูแลอยู่ด้วยอย่างใกล้ชิด โดยทำในบริเวณพื้นเรียบ ใกล้ผนัง หรือที่มั่นคงที่สามารถจัดได้ทันทีหากเสียการทรงตัว เริ่มจากจำนวนครั้งที่น้อยๆ และเพิ่มจำนวนในวันถัดไป ควรทำท่าช้าๆ ไม่กลั้นหายใจ เช่น ยืนตรงเขย่งปลายเท้าโดยที่มือจับโต๊ะหรือเก้าอี้ ท่ายืนตรงมือจับเก้าอี้เหยียดขาไปด้านข้าง-ด้านหลัง ท่านั่งพิงเก้าอี้และสลับเหยียดขาไปข้างหน้าให้ตรงที่สุด เป็นต้น โดยในทุกวันผู้สูงอายุกลุ่มนี้สามารถเพิ่มการออกกำลังกายด้วยการเดินต่อเนื่อง อย่างน้อยวันละ 20 นาที. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth